แนวทางการพัฒนาชมรมศิษย์เก่าให้เกิดความสำเร็จและยั่งยืน
1.
สิ่งที่ชมรมศิษย์เก่าควรทบทวน
ปัจจุบันกลุ่มศิษย์เก่ามีความตั้งใจที่ดีในการรวมตัวกันเพื่อสร้างกิจกรรม
สร้างความสัมพันธ์ และสร้างการมีส่วนร่วมกับวิทยาลัย
ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงบทบาทของ
“ชมรมศิษย์เก่า” ในระยะยาว
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าจำนวนกิจกรรมหรือจำนวนครั้งของการจัดงาน คือ กิจกรรมเหล่านั้นสร้างคุณค่าและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อใครบ้าง
การจัดงานพบปะสังสรรค์
การจัดงานคืนสู่เหย้า การระดมทุน หรือการหารายได้เพื่อจัดกิจกรรมต่าง ๆ
ล้วนเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้
และมีความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก แต่กิจกรรมเหล่านี้ไม่ควรเป็น
“เป้าหมายสูงสุด” ของชมรม
เพราะหากชมรมมีแต่กิจกรรมสังสรรค์
มีการรวมตัว มีการหารายได้ และมีการจัดงานอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถามว่า “แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ศิษย์เก่าดีขึ้นอย่างไร
วิทยาลัยได้รับประโยชน์อะไร และรุ่นน้องได้รับโอกาสอะไรเพิ่มขึ้น?”หากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ก็หมายความว่า
ชมรมยังไม่ได้ใช้ศักยภาพของเครือข่ายศิษย์เก่าอย่างเต็มที่
ดังนั้น การพัฒนาชมรมศิษย์เก่าให้ประสบความสำเร็จ จึงไม่ควรวัดจากเพียง “เราจัดกิจกรรมได้กี่งาน” หรือ “เราหาเงินได้เท่าไร” แต่ควรวัดจาก “เราสร้างคุณค่าอะไรให้เกิดขึ้นจริง”
2. แล้วจริง ๆ ชมรมศิษย์เก่ามีไว้ทำอะไร?
ชมรมศิษย์เก่าไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้คนที่เคยเรียนอยู่ในสถาบันเดียวกันกลับมาพบปะสังสรรค์กันแต่มีไว้เพื่อ
เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของสถาบันเข้าด้วยกันกล่าวง่าย ๆ คือ ศิษย์เก่า
คือทรัพยากรของวิทยาลัยที่มีทั้งความรู้ ประสบการณ์ อาชีพ เครือข่าย ความสัมพันธ์
และศักยภาพในการช่วยพัฒนาคนรุ่นต่อไป ดังนั้น ชมรมศิษย์เก่าที่เข้มแข็งควรทำหน้าที่เป็น
“สะพาน” เชื่อมโยง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ
1.1
ศิษย์เก่า
ช่วยให้ศิษย์เก่าได้กลับมาพบกัน
สร้างเครือข่ายทางสังคมและวิชาชีพ แลกเปลี่ยนความรู้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
และเกิดโอกาสทางอาชีพและธุรกิจ
1.2
วิทยาลัย
ช่วยสนับสนุนการพัฒนาวิทยาลัยในสิ่งที่จำเป็น
โดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ เครือข่าย และทรัพยากรของศิษย์เก่า
1.3
รุ่นน้อง
ช่วยเปิดโอกาสให้รุ่นน้องได้รับความรู้
ประสบการณ์ คำแนะนำ โอกาสฝึกงาน โอกาสทำงาน ทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียนรู้
และแบบอย่างที่ดีจากรุ่นพี่ ถ้าชมรมสามารถทำให้ทั้ง 3 ส่วนนี้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้
ชมรมก็จะมีคุณค่าและมีความหมายอย่างแท้จริง
3. เปลี่ยนจาก “จัดกิจกรรม” เป็น “สร้างผลลัพธ์”
แนวคิดสำคัญที่อยากให้ชมรมเปลี่ยน คือ
อย่าถามเพียงว่า “ปีนี้เราจะจัดกิจกรรมอะไร?”แต่ให้ถามว่า “ปีนี้เราต้องการสร้างอะไรให้เกิดขึ้น?”
|
จากเดิม |
เปลี่ยนเป็น |
|
จัดงานคืนสู่เหย้า |
ใช้งานคืนสู่เหย้าเป็นเวทีสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า |
|
จัดงานสังสรรค์ |
สร้างเครือข่ายรุ่นพี่–รุ่นน้อง |
|
หารายได้ |
ระดมทรัพยากรเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน |
|
บริจาคของให้วิทยาลัย |
สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นและติดตามผลการใช้ |
|
เชิญศิษย์เก่ามาร่วมงาน |
สร้างฐานข้อมูลและเครือข่ายศิษย์เก่า |
|
จัดกิจกรรมให้นักเรียน |
สร้างโครงการที่พัฒนาทักษะและโอกาสของนักเรียน |
|
ถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ |
สื่อสาร “ผลลัพธ์”
ที่ชมรมสร้างให้สังคมเห็น |
ด้านที่ 1
: เชื่อมโยงศิษย์เก่า
สร้างฐานข้อมูลศิษย์เก่า แยกตามรุ่น อาชีพ ความเชี่ยวชาญ ธุรกิจ และพื้นที่ เพื่อให้ชมรมรู้ว่า“เรามีคนเก่งอยู่ที่ไหน และเขาสามารถช่วยอะไรคนอื่นได้บ้าง” เพราะศิษย์เก่าหนึ่งคนอาจไม่ได้มีเงินมาก แต่มีความรู้ มีธุรกิจ มีตำแหน่งงาน มีเครื่องมือ หรือมีเครือข่ายที่สามารถสร้างประโยชน์ได้มหาศาล
ด้านที่ 2
: สร้างประโยชน์ให้รุ่นน้อง
ตัวอย่างโครงการที่ทำได้ เช่น
- รุ่นพี่พบรุ่นน้อง
- รุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยงด้านอาชีพ
- ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานจริง
- แนะแนวอาชีพและการประกอบธุรกิจ
- เปิดสถานที่ฝึกงานให้รุ่นน้อง
- เชื่อมโยงสถานประกอบการเพื่อรับนักเรียนเข้าฝึกงาน
- มอบทุนการศึกษา
- สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
- สนับสนุนโครงงานของนักเรียน
- จัดประกวดทักษะหรือผลงาน
- สร้างเครือข่ายการจ้างงานสำหรับผู้สำเร็จการศึกษา
สิ่งเหล่านี้จะทำให้รุ่นน้องรู้สึกว่า“การเป็นศิษย์เก่าของที่นี่
ไม่ได้จบลงวันที่เราเรียนจบ แต่เรายังสามารถกลับมาช่วยคนรุ่นต่อไปได้”
การสนับสนุนวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการบริจาคเงินเพียงอย่างเดียวศิษย์เก่าสามารถสนับสนุนได้ทั้ง
เงิน + ความรู้ + เวลา + อุปกรณ์ + เครือข่าย + โอกาสเช่น
หากวิทยาลัยต้องการพัฒนาห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ หรืออุปกรณ์การเรียนรู้
ชมรมอาจกำหนดโครงการว่า
“1 รุ่น 1 การสนับสนุน” หรือ “ศิษย์เก่าร่วมสร้างห้องเรียนแห่งอนาคต”
โดยกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า เงินหรือทรัพยากรที่ได้รับจะนำไปทำอะไร
และหลังจากดำเนินการแล้วต้องรายงานผลให้สมาชิกทราบ จะทำให้การระดมทุนมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการ
“หาเงินไว้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไร”
ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จถือเป็น
“ทุนทางสังคม” ที่มีคุณค่ามาก ชมรมสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อให้ศิษย์เก่าช่วยเหลือกันในเรื่อง
- งาน
- การฝึกงาน
- การจ้างงาน
- ธุรกิจ
- การตลาด
- คู่ค้า
- ที่ปรึกษา
- ความรู้เฉพาะด้าน
เมื่อชมรมสามารถทำให้สมาชิกพูดได้ว่า“เข้าชมรมแล้วฉันได้รู้จักคน ได้โอกาส
ได้ความรู้ และได้ช่วยคนอื่น”
ชมรมจะเริ่มมีคุณค่าในตัวเองโดยไม่ต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์มากเกินไป
ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ คือหนึ่งในเครื่องมือประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดของวิทยาลัย ชมรมสามารถจัดทำ“เรื่องราวความสำเร็จของศิษย์เก่า”
นำเสนอว่า
- เรียนจบแล้วทำอะไร
- ประสบความสำเร็จอย่างไร
- มีความเชี่ยวชาญด้านใด
- วันนี้กลับมาช่วยรุ่นน้องอย่างไร
สิ่งนี้จะสร้างความภาคภูมิใจให้ศิษย์เก่า
สร้างแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้วิทยาลัยพร้อมกัน
5. เงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็น
“เครื่องมือ”
ชมรมสามารถหารายได้ได้
และควรมีรายได้เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างยั่งยืน
แต่ควรเปลี่ยนจาก“เราจะหาเงินจากกิจกรรมอะไรดี?”เป็น“เราต้องการแก้ปัญหาอะไรหรือพัฒนาอะไร
แล้วต้องใช้ทรัพยากรเท่าไร?”
ตัวอย่าง
ต้องการช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
→ ต้องการทุน 10,000 บาท → ระดมทุน → มอบทุน → ติดตามผล
→ รายงานสมาชิก แบบนี้เงินจะมี
“เป้าหมาย” และสมาชิกจะเห็นว่าเงินของเขาสร้างอะไรขึ้นมา
6. ทุกกิจกรรมควรตอบคำถาม 5 ข้อ
ก่อนจัดกิจกรรมทุกครั้ง
คณะกรรมการชมรมตอบคำถามอย่างน้อย 5
ข้อ
1. ทำไปเพื่ออะไร?
2. ใครได้รับประโยชน์?
3. ได้ประโยชน์อะไร?
4. ใช้ทรัพยากรเท่าไร?
5. หลังจบกิจกรรม มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม?
(ถ้าตอบไม่ได้ ควรทบทวนกิจกรรมนั้นก่อนดำเนินการ)




Social Plugin